เก็บพระสมเด็จตามตำรา

4 เรื่องน่าทึ่งของ ‘พระสมเด็จ’ ที่คุณอาจไม่เคยรู้: จากตำนานขรัวโตถึงมาตรฐาน ISO
เมื่อเอ่ยถึง “พระสมเด็จ” ภาพจำของคนส่วนใหญ่มักเป็นภาพของวัตถุมงคลชั้นนำของไทยที่เปี่ยมด้วยพุทธคุณและความศักดิ์สิทธิ์ แต่เบื้องหลังความศรัทธานั้น ยังมีมิติอื่นๆ ที่น่าทึ่งและคาดไม่ถึงซ่อนอยู่มากมาย ตั้งแต่ปฏิภาณไหวพริบของผู้สร้าง สัญลักษณ์ทางธรรมะที่ลึกซึ้ง ไปจนถึงการประยุกต์ใช้มาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ระดับโลกในปัจจุบัน บทความนี้จะพาไปสำรวจ 4 แง่มุมที่น่าประหลาดใจที่สุดของจักรพรรดิแห่งพระเครื่อง
——————————————————————————–
1. สมเด็จโต: พระเถระผู้เปี่ยมปัญญาและปฏิภาณไหวพริบจนราชาต้องยอม
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ไม่ได้เป็นเพียงพระเถระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่น่าเคารพเท่านั้น แต่ท่านยังเป็นผู้มีปัญญาและปฏิภาณไหวพริบเป็นเลิศ จนเป็นที่ประจักษ์แม้แต่ในหมู่เจ้านายชั้นสูง
มีเรื่องเล่าขานว่า ครั้งหนึ่งท่านได้ถวายพระธรรมเทศนาเรื่องการสืบสันตติวงศ์ของกษัตริย์ในอดีต โดยยกเรื่องราวของศากยวงศ์ที่นิยมให้พี่น้องแต่งงานกันเองเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของสายเลือด (อสัมภินพงศ์) ซึ่งเนื้อหาที่ตรงไปตรงมานี้ขัดต่อพระราชอัธยาศัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ อย่างรุนแรง จนมีพระราชโองการขับไล่ท่านออกจากราชอาณาจักร
แทนที่จะเดินทางออกจากเมืองไป ท่านกลับเลือกที่จะพำนักอยู่แต่ภายในพระอุโบสถของวัดระฆังโฆสิตาราม เมื่อพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระกฐินและได้พบท่าน จึงตรัสถามว่าเหตุใดยังขืนอยู่ในราชอาณาจักร ท่านได้ถวายพระพรตอบกลับไปด้วยปฏิภาณอันหลักแหลมว่า ท่านไม่ได้อยู่ใน “พระราชอาณาจักร” ของมหาบพิตร แต่อาศัยอยู่ใน “พุทธจักร” ซึ่งเป็นเขตวิสุงคามสีมาที่พระราชอำนาจของกษัตริย์มิอาจครอบคลุมถึง
“อาตมาไม่ได้อยู่ในพระราชอาณาจักร อาตมาภาพอาศัยอยู่ในพุทธจักรนับตั้งแต่วันที่มีพระราชโองการขับไล่แล้ว อาตมาไม่ได้ลงดินของมหาบพิตรเลย”
เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความฉลาดหลักแหลมและความยึดมั่นในหลักการของท่าน จนทำให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องทรงยอมรับในเหตุผลและพระราชทานอภัยโทษให้ในที่สุด
——————————————————————————–
2. ไม่ใช่แค่พระเครื่อง แต่คือ ‘ธรรมะย่อส่วน’ ในรูปทรงสี่เหลี่ยม
รูปทรงสี่เหลี่ยมชิ้นฟักอันเป็นเอกลักษณ์ของพระสมเด็จนั้น สะท้อนถึงอัจฉริยภาพในการย่อหลักธรรมที่ซับซ้อนให้เห็นเป็นรูปธรรม เป็นการออกแบบเชิงสัญลักษณ์ที่แยบยลซึ่งแฝงไปด้วยคำสอนอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา
รูปทรงสี่เหลี่ยมนั้นเปรียบได้กับ อริยสัจ 4 หรือความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) ซึ่งเป็นแก่นแท้แห่งคำสอนของพระพุทธองค์
นอกจากนี้ องค์ประกอบอื่นๆ ยังถูกบรรจุความหมายไว้อย่างชาญฉลาด โดยเฉพาะ มุมทั้ง 8 ขององค์พระ ซึ่งสื่อถึง มรรคมีองค์ 8 หนทางแห่งการดับทุกข์ และในพระสมเด็จบางพิมพ์ เช่น พิมพ์เกศไชโย ที่มี ฐาน 7 ชั้น ก็ยังเป็นสัญลักษณ์แทน โพชฌงค์ 7 หรือองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้อีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ พระสมเด็จหนึ่งองค์จึงเปรียบเสมือน “อินโฟกราฟิกทางธรรมะ” ที่ย่อคำสอนสำคัญไว้ให้พุทธศาสนิกชนได้พกพาและระลึกถึงอยู่เสมอ
——————————————————————————–
3. เปิด ‘สูตรลับ’ มวลสารศักดิ์สิทธิ์: มากกว่าดินและผงวิเศษ
ส่วนผสมที่ใช้ในการสร้างพระสมเด็จมีความพิเศษและน่าทึ่งกว่าที่คนทั่วไปคิด ไม่ใช่เพียงปูนเปลือกหอยธรรมดา แต่เป็นการรวบรวมมวลสารมงคลที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถันจากทั่วทุกสารทิศ เพื่อให้พระทุกองค์เปี่ยมด้วยพุทธคุณอย่างแท้จริง ซึ่งเบื้องหลังมวลสารแต่ละชนิดคือการออกแบบเชิงเทววิทยาที่น่าสนใจ ดังนี้:
• ผงวิเศษทั้ง 5: หัวใจสำคัญที่ได้จากการเขียนอักขระเลขยันต์ตามสูตรโบราณบนกระดานชนวนแล้วลบผงนั้นออกมา ประกอบด้วย ผงปถมัง, อิธะเจ, มหาราช, ตรีนิสิงเห และพุทธคุณ ซึ่งเชื่อว่ามีอานุภาพศักดิ์สิทธิ์ครอบคลุมทุกด้าน
• ดิน 7 โป่ง 7 ป่า 7 ท่า 7 สระ: ไม่ใช่แค่ดินธรรมดา แต่เป็นการอัญเชิญพลังแห่งธรรมชาติอันศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะดินโป่งที่เสือใช้รักษาตัวนั้น ถือเป็นการบรรจุคุณวิเศษด้านอำนาจและบารมีลงในองค์พระ
• เกสรดอกไม้และว่านมงคล 108 ชนิด: การคัดสรรพืชมงคลอย่างเกสรบัวทั้ง 5, ดอกสวาท, และดอกรักซ้อน ถือเป็นการจงใจสร้างพุทธคุณด้านเมตตามหานิยมและมหาเสน่ห์ ทำให้พระสมเด็จไม่ได้เป็นเพียงวัตถุป้องกันภัย แต่ยังเป็นเครื่องส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีอีกด้วย
• วัตถุศักดิ์สิทธิ์ในวัด: การนำตะไคร่จากใบเสมาและพระเจดีย์ หรือผงจากใบลานคัมภีร์เก่าที่ชำรุดมาผสม เป็นการนำความศักดิ์สิทธิ์ที่สั่งสมอยู่ในศาสนสถานมาเป็นส่วนหนึ่งขององค์พระโดยตรง
• ของเสวยของสมเด็จโต: เศษอาหาร ข้าวสุก และชานหมากที่ท่านฉันแล้ว ถือเป็นของมงคลสูงสุดที่สะท้อนความเชื่อในการถ่ายทอดบารมีและความบริสุทธิ์จากผู้สร้างสู่มวลสารโดยตรง
มวลสารเหล่านี้สะท้อนถึงเจตนาอันบริสุทธิ์และความตั้งใจในการสร้างวัตถุมงคลที่เปี่ยมด้วยพุทธคุณอันหลากหลายในทุกอณู
——————————————————————————–
4. จากสายตาเซียนสู่มาตรฐานโลก: เมื่อพระสมเด็จต้องผ่านการรับรองแบบ ISO
ในอดีต การตรวจสอบพระเครื่องแท้มักจะอาศัย “สายตาเซียน” หรือความเชี่ยวชาญส่วนบุคคลเป็นหลัก แต่ในปัจจุบัน วงการพระเครื่องกำลังก้าวสู่มิติใหม่ที่ท้าทายความเชื่อเดิมๆ ด้วยการนำกระบวนการที่เป็นมาตรฐานสากลมาประยุกต์ใช้
ปัจจุบันได้เกิดแนวคิดใหม่ในการยกระดับกระบวนการตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่มีความแม่นยำสูง ซึ่งเป็นเครื่องมือระดับเดียวกับที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมเพื่อตรวจวัดสารตามมาตรฐาน RoHS (Restriction of Hazardous Substances) ควบคู่ไปกับการวางระบบการจัดการห้องปฏิบัติการให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ISO (International Organization for Standardization) เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือที่ตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน
นี่ไม่ใช่การรับรองว่าองค์พระ “ได้มาตรฐาน ISO” แต่เป็นการยืนยันว่ากระบวนการตรวจสอบนั้น “ดำเนินงานภายใต้มาตรฐาน ISO” ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่เป็นกลางและเชื่อถือได้ในระดับสากล ทำให้การพิสูจน์คุณค่าของพระเครื่องไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มผู้ศรัทธาอีกต่อไป
แนวคิดเบื้องหลังคือ หากต้องการนำเสนอพระเครื่องไทยสู่ตลาดสากล ก็จำเป็นต้องใช้กติกาที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ไม่สามารถใช้เพียงกติกาหรือความเชื่อของกลุ่มตนเองได้
“เหมือนเราจะไปเล่นกีฬา…เราจะไปเตะฟุตบอล เค้าก็มีกติกาของฟุตบอลอยู่…เราเอากติกาตะกร้อไปใช้ไม่ได้ เราเอากติกามวยไปใช้ไม่ได้”
นี่คือการสร้าง “มาตรฐาน” ที่ยั่งยืน เพื่อยกระดับวงการพระเครื่องไทยให้เป็นที่ยอมรับในเวทีโลก และตอบคำถามของนักสะสมต่างชาติที่ต้องการความโปร่งใสและหลักการที่สามารถพิสูจน์ได้
——————————————————————————–
บทสรุป
พระสมเด็จได้เดินทางผ่านกาลเวลา จากวัตถุที่สร้างขึ้นด้วยศรัทธาและภูมิปัญญาในอดีต สู่การเป็นสิ่งที่ต้องพิสูจน์คุณค่าด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นมาตรฐานสากลในปัจจุบัน มิติที่หลากหลายเหล่านี้ทำให้พระสมเด็จเป็นมากกว่าแค่วัตถุมงคล แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ยังคงมีชีวิตชีวาและปรับตัวเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย
คำถามที่น่าขบคิดคือ ในอนาคตข้างหน้า ความสมดุลระหว่างศรัทธา, ประเพณี และการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางและคุณค่าของมรดกอันศักดิ์สิทธิ์นี้อย่างไรต่อไป?

ประวัติศาสตร์พระกริ่งปวเรศ

ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับประวัติการสร้างพระกริ่งปวเรศ:


ที่มาและความเชื่อดั้งเดิม:

    • พระกริ่งปวเรศถูกกล่าวถึงว่าเป็น พระกริ่งแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ในสมัยรัชกาลที่ 5
    • ความเชื่อในการสร้างพระกริ่งได้รับอิทธิพลมาจากประเทศกัมพูชา โดยมีจุดเริ่มต้นจาก พระกริ่งปทุมสุริยวงศ์ ซึ่งนำกลับมาจากเมืองเขมร และมีบันทึกอยู่ใน “นิราศนครวัด” ของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
    • เดิมทีเชื่อว่าเป็นพระที่พระเจ้าปทุมสุริยวงศ์สร้างไว้
    • ต่อมา มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าพระกริ่งมีที่มาจากเมืองจีน โดยเฉพาะ พระกริ่งจีนโบราณในสมัยราชวงศ์หมิง ซึ่งเผยแพร่เข้ามานานแล้ว และบางทีอาจหมายถึงพระกริ่งปทุมสุริยวงศ์ด้วย
    • พระกริ่งที่พบที่ปราสาทบาแคงในพนมบาแคง เรียกว่า พระกริ่งบาเก็ง ซึ่งเป็นศิลปะช่างจีนเช่นกัน
  • ผู้สืบทอดตำราและวัสดุ:

    • ตำราการสร้างพระกริ่งและโลหะเนื้อนวะได้สืบทอดมาจาก สมเด็จพระพันรัตน์ วัดป่าแก้ว ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
    • ตำรานี้เรียกว่า “ตำรามงคลโลหะ”
    • การสร้างพระกริ่งปวเรศมีการผสมแกนชนวนที่เหลือจากการเททองหล่อพระพุทธชินราชและพระพุทธชินสี ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก นำมารวมกับโลหะ 9 ชนิด (นวโลหะ)
  • ลักษณะของเนื้อนวะ:

    • พระกริ่งที่เป็นเนื้อนวะ ผิวจะมีลักษณะ ดำนวล ดำด้าน และเงาเล็กน้อย
    • รอย “ตา มุ้ง” ซึ่งเป็นรอยหดเหี่ยวของเนื้อโลหะ จะเห็นได้ด้วยกล้องกำลังสูง (700x ขึ้นไป) ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าหรือกล้อง 10x
  • วาระการสร้างพระกริ่ง: สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงสร้างพระกริ่งปวเรศในวาระสำคัญต่างๆ รวม 6 ครั้ง โดยก่อนที่ท่านจะได้รับพระยศ “กรมพระยาปวเรศ” (ซึ่งได้รับในปี พ.ศ. 2417) ท่านคือ “กรมหมื่นบวร รังสีสุริยพันธุ์”

    1. พ.ศ. 2404: ทรงสร้างขึ้นเพื่อทดแทนพระกริ่งทองคำที่หายไปในพระราชพิธีมุรธาภิเษกของพระมหากษัตริย์ (รัชกาลที่ 5)
    2. พ.ศ. 2409: เพื่อถวายรัชกาลที่ 4 ในพระราชพิธีที่รัชกาลที่ 5 ทรงผนวชเป็นสามเณร และเป็นที่ระลึกถึงรัชกาลที่ 4 โดยสร้าง จำนวน 9 องค์
    3. พ.ศ. 2411: เป็นอนุสรณ์ถวายรัชกาลที่ 5 ในพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นครองราชย์ครั้งแรก ขณะพระชนมายุ 15 ชันษา
      • สร้างโดยมี เจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นเจ้าภาพ
      • พระกริ่งรุ่นนี้ ไม่มีเส้นพระศก และ ไม่มีส่วนผสมของเนื้อพระพุทธชินสี แบบครั้งที่ 1 และ 2
      • เนื้อจะเป็น เนื้อสัมฤทธิ์ ซึ่งมี 3 ชนิด คือ สัมฤทธิ์ออกสีแดง, สัมฤทธิ์ออกสีขาว (หรือขาวจัด) และสัมฤทธิ์ออกสีเหลือง
    4. พ.ศ. 2416: สำหรับพระราชพิธีทรงผนวชเป็นพระภิกษุ และบรมราชาภิเษกขึ้นครองราชย์ครั้งที่ 2 ของรัชกาลที่ 5
      • พระกริ่งรุ่นนี้ ไม่มีการบรรจุลูกกริ่ง (เขย่าแล้วไม่มีเสียงกริ่ง)
      • กรมพระยาปวเรศฯ ทรงออกแบบเป็น 2 แบบ หล่อในคราวเดียวกัน
    5. พ.ศ. 2426: เรียกว่า พระกริ่งปราบฮ่อ ร.5
      • กรมพระยาปวเรศฯ ไม่ได้เป็นผู้ออกแบบ
      • ออกแบบโดยช่างสิบหมู่และโหรหลวง
      • มีลักษณะพิเศษคือ ด้านหลังมีคำว่า “ร.5” หล่อติดอยู่
    6. พ.ศ. 2434: เป็นวาระสุดท้ายของการสร้าง สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์เมื่อกรมพระยาปวเรศฯ ได้รับการสถาปนาเป็น สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 8 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
      • กรมพระยาปวเรศฯ ไม่ได้เป็นผู้ออกแบบ
      • ออกแบบโดยช่างสิบหมู่ พระบรมวงศานุวงศ์ และไวยาวัจกรของวัดบวรฯ
      • เนื่องจากมีผู้สร้างและออกแบบหลายคน จึงมี หลายพิมพ์ทรง
      • โลหะที่ใช้ในรุ่นนี้อาจไม่เหมือนกับยุคก่อนหน้า
      • มีการสร้างเพื่อแจกจ่ายแก่ ข้าราชบริพารและพระสกนิกรจำนวนมาก ทำให้รุ่นนี้มีจำนวนมากที่สุด และไม่ระบุจำนวนที่แน่ชัด
      • บางส่วนอยู่ในขันน้ำมนต์และยอดไม้เท้าของท่าน
      • พระกริ่งรุ่นนี้มีความเชื่อมโยงกับพระกริ่งคู่แฝดที่วัดสุทัศน์จัดสร้างในปี 2443 แต่จะแตกต่างกันที่การอุดกริ่ง
  • จำนวนการสร้างและข้อสังเกต:

    • ใน 6 ครั้งของการสร้าง พระกริ่งปวเรศมีการระบุจำนวนที่แน่ชัดเพียง 2 ครั้ง รวมกันเพียง 12 องค์ ซึ่งเป็นพระที่สร้างขึ้นเพื่อพิธีสำคัญของพระมหากษัตริย์เท่านั้น
    • มีเพียงครั้งที่ 6 (พ.ศ. 2434) เท่านั้นที่สร้างขึ้นเพื่อฉลองสมณศักดิ์ของกรมพระยาปวเรศฯ และอาจมีการสร้างแจกจ่ายเป็นที่ระลึกแก่ข้าราชบริพารและประชาชนทั่วไป จึงคาดว่ามีจำนวนมากที่สุดในบรรดาวาระทั้งหมด
    • การประทับ “เม็ดงา” (รอยตอกเม็ดเล็กๆ) บนพระกริ่งในสมัยก่อนใช้บ่งบอกจำนวนช่างที่ช่วยกันสร้างและตกแต่งพระ เช่น ตอก 1 เม็ด หมายถึงมีช่าง 2 คนช่วยกันสร้าง, ตอก 3 เม็ด หมายถึงมีช่าง 4 คน, และหากไม่มีการตอกเลย หมายถึงมีช่างเพียงคนเดียวที่สร้าง ตำแหน่งของการตอกเม็ดงาไม่จำเป็นต้องอยู่ในตำแหน่งเดียวกันทุกองค์
  • ความสำคัญทางประวัติศาสตร์:

    • การสร้างพระกริ่งปวเรศเป็นไปตามตำราโบราณที่มีหลักการและวิชาการชัดเจน ไม่ได้สร้างขึ้นอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า
    • การนำเสนอประวัติศาสตร์นี้ช่วยให้เข้าใจถึงพุทธศิลป์ โลหะที่ใช้สร้าง และวิธีการหล่อโบราณ ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการพิจารณาพระกริ่งเหล่านี้

จากข้อมูลในแหล่งที่มา ประเด็นเกี่ยวกับจำนวนการสร้างพระกริ่งปวเรศสามารถสรุปได้ดังนี้ครับ:

  • จำนวนการสร้างโดยกรมพระยาปวเรศเอง: มีการกล่าวถึงว่าพระกริ่งปวเรศที่สร้างโดยสมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ด้วยพระองค์เองนั้นมี จำนวนน้อยมาก น่าจะไม่เกิน 30 องค์
  • การสร้างในพิธีสำคัญสำหรับพระมหากษัตริย์: แหล่งที่มาระบุว่าการสร้างพระกริ่งเพื่อพิธีสำคัญของพระมหากษัตริย์มี เพียง 2 ครั้งที่ระบุจำนวนไว้ รวมแล้ว 12 องค์
    • หนึ่งในนั้นคือปี พ.ศ. 2409 ซึ่งมีการสร้าง จำนวน 9 องค์ เพื่อถวายรัชกาลที่ 4 ในพระราชพิธีที่รัชกาลที่ 5 ทรงผนวชเป็นสามเณร.
  • การสร้างในวาระอื่นๆ:
    • หลวงชำนาญ เลขา (ชื่อหุ่น) ผู้ใกล้ชิดสมเด็จกรมพระยาปวเรศฯ ได้นำไปจัดสร้างขึ้นอีก จำนวนหนึ่ง แต่ไม่ทราบว่ามากน้อยเพียงใด.
    • การสร้างใน ปี พ.ศ. 2411 ในพิธีบรมราชาภิเษกของรัชกาลที่ 5 นั้น ไม่ระบุจำนวน แต่กล่าวว่าเป็นเนื้อสัมฤทธิ์ 3 ชนิด.
    • การสร้างครั้งที่ 5 ใน ปี พ.ศ. 2426 (พระกริ่งปราบฮ่อ ร.5) กรมพระยาปวเรศฯ ไม่ได้เป็นผู้ออกแบบ แต่ช่างสิบหมู่และโหรหลวงเป็นผู้ออกแบบ.
  • การสร้างจำนวนมากที่สุดในปี พ.ศ. 2434:
    • การสร้างพระกริ่งครั้งสุดท้ายใน ปี พ.ศ. 2434 ซึ่งเป็นช่วงที่สมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 8 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีการกล่าวว่า มีการสร้างพระกริ่งจำนวนมาก และ จำนวนการสร้างไม่ระบุไว้.
    • ในครั้งนี้มีการ สร้างแจกเป็นที่ระลึกแก่ข้าราชบริพารและพระสกนิกรในสมัยนั้น จึงคาดว่ามีจำนวนมากที่สุด และ มีหลายพิมพ์ทรง.
    • นอกจากนี้ยังมีการออกแบบโดยช่างสิบหมู่ และมีการสร้างโดยพระบรมสานุวงศ์และไวยวัจกรของวัดบวรฯ ในสมัยนั้นด้วย.
  • เนื้อหานวโลหะ: แหล่งที่มากล่าวว่าพระกริ่งเนื้อนวโลหะที่แท้จริงนั้น น่าจะมีการสร้างในช่วงแรกๆ เช่น ปี พ.ศ. 2404 และ 2409.
  • สรุปภาพรวม: แหล่งที่มาเน้นย้ำว่าการสร้างพระกริ่งปวเรศในพิธีสำคัญช่วงแรกมีจำนวนน้อย และคำว่า “พระกริ่งปวเรศ” เริ่มใช้เมื่อกรมพระยาปวเรศได้รับพระราชทานนามในปี พ.ศ. 2417. ดังนั้น การสร้างจำนวนมากจริงๆ จึงน่าจะเป็นปี พ.ศ. 2434 เพื่อแจกจ่ายให้แก่พุทธศาสนิกชนในยุคนั้น.