ใบรับรอง ISO : UICC & UKAS

ISO 9001 คือมาตรฐานระบบบริหารคุณภาพสากล โดยมี UICC เป็นผู้ตรวจและออกใบรับรอง และได้รับการรับรองจาก UKAS ประเทศอังกฤษ (หมายเลข 0277) เพื่อยืนยันความน่าเชื่อถือในระดับสากล

  • ให้บริการเช่าห้องปฏิบัติการในการตรวจเช็คมวลสาร

  • แม่เหล็กแรงสูง และกล้องกำลังขยายสูง

    โทรศัพท์ : 064-656-1965

อ.ณัฐพนธ์ เกษสาคร คือบุคคลสำคัญผู้กำลังสร้าง “ตำนานบทใหม่” ให้กับวงการพระสมเด็จ โดยการเปลี่ยนผ่านจากระบบความเชื่อดั้งเดิม (ความรู้สึก) ไปสู่ระบบ “มาตรฐานสากล” ที่พิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์และหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ภายใต้แนวคิดหลักการ PSDA (Principle, Sensible, Data, Analyze) และการจัดตั้งศูนย์ตรวจสอบ PSDA Standard (Ed Scan) ครับ
จากข้อมูลในแหล่งอ้างอิง สรุปบทบาทและแนวทางของ อ.ณัฐพนธ์ ได้ดังนี้ครับ:
1. ผู้บุกเบิกมาตรฐาน PSDA และวิทยาศาสตร์ (From Belief to Science)
อ.ณัฐพนธ์ เน้นย้ำเสมอว่า พระเครื่องไทยจะไปสู่สากลได้ ต้องเลิกใช้แค่ “ตาดู” หรือ “ความรู้สึก” แต่ต้องใช้ “ข้อมูล” (Data) ที่เป็นวิทยาศาสตร์:
• ทฤษฎี PSDA: ใช้หลักการ 4 ข้อคือ Principle (หลักการ/ประวัติศาสตร์), Sensible (ความสมเหตุสมผลทางกายภาพ), Data (ข้อมูลวิทยาศาสตร์), และ Analyze (การวิเคราะห์) เพื่อแยกแยะพระแท้,
• การใช้เครื่องมือขั้นสูง: นำนวัตกรรมมาใช้ตรวจพระ เช่น
◦ เครื่อง XRF (RoHS Analyzer): ใช้ตรวจองค์ประกอบธาตุ (แคลเซียม, ซิลิคอน, เหล็ก) และสารปนเปื้อน เพื่อหาค่าความเสถียรของมวลสาร โดยมีเกณฑ์มาตรฐานรองรับ ไม่ใช่แค่สแกนแล้วจบ,,
◦ การวัดค่าความถ่วงจำเพาะ (Specific Gravity): ใช้หลักการทางฟิสิกส์ (Archimedes) แยกแยะเนื้อพระปูนเปลือกหอยออกจากเรซิ่นหรือปูนพลาสเตอร์ โดยมีเกณฑ์มาตรฐานที่ 1.7 – 1.9,
◦ การสอบเทียบเครื่องมือ (Calibration): ให้ความสำคัญกับการ Calibrate เครื่องมือด้วยวัตถุมาตรฐาน (เช่น ทองคำบริสุทธิ์, เงินบริสุทธิ์) เพื่อให้ค่าที่ได้มีความแม่นยำและเป็นที่ยอมรับ,
2. ผู้ยกระดับสู่มาตรฐานสากล ISO (International Standards)
เพื่อตอบคำถามชาวต่างชาติว่า “คุณใช้มาตรฐานอะไร?”, อ.ณัฐพนธ์ จึงผลักดันให้กระบวนการตรวจเช็คพระเข้าสู่ระบบ ISO:
• ISO 9001 ดำเนินการให้บริษัทได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO ในขอบข่ายการตรวจรับรองพระสมเด็จและวัตถุมงคลไทย เพื่อรับรอง “กระบวนการ” ทำงานที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability),,
• ความน่าเชื่อถือระดับโลก: การมี ISO ทำให้สามารถคุยกับนักลงทุนต่างชาติ (เช่น สิงคโปร์, จีน) ได้อย่างเต็มปาก เพราะเป็นภาษามาตรฐานที่ทั่วโลกยอมรับ,
3. ผู้เชื่อมโยงประวัติศาสตร์สู่นวัตกรรม (History to Innovation)
อ.ณัฐพนธ์ ไม่ได้ทิ้งตำราเก่า แต่ “สังเคราะห์” ใหม่ให้เป็นระบบ:
• ลำดับเวลา (Timeline): เชื่อมโยงประวัติการสร้างพระกับเหตุการณ์จริง เช่น การพบพระซุ้มกอปี 2392 (พระยุคหลังต้องมีมวลสารนี้),, หรือ พระพิมพ์ 2400 ของหลวงวิจิตรนฤมลที่เป็นแม่พิมพ์ศิลาแลงและดินเผา,,
• แม่พิมพ์และช่าง: จำแนกยุคสมัยของช่างแกะพิมพ์ ตั้งแต่แม่พิมพ์ไม้ ดินเผา จนถึงยุคหลวงวิจารณ์เจียรนัย และช่างสิบหมู่ เพื่อกำหนดอายุพระที่ถูกต้อง,
4. ผู้สร้างระบบนิเวศน์ใหม่ (New Ecosystem: Education & Digital)
ไม่ได้หยุดแค่การตรวจพระ แต่สร้างระบบรองรับทั้งวงการ:
• ด้านการศึกษา: ร่วมมือกับสถาบันการศึกษา (เช่น วิทยาลัยสารพัดช่าง) จัดทำ “หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพเฉพาะ” ในการดูพระสมเด็จ เพื่อสร้างมาตรฐานคนตรวจพระ,
• งานวิจัย (Research): ผลักดันให้เกิดงานวิจัยเกี่ยวกับมาตรฐานพระเครื่องไทยเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ (เช่น ฐานข้อมูล Scopus) เพื่อสร้างการยอมรับในเชิงวิชาการโลก,
• ดิจิทัลและ NFT: เชื่อมโยงฐานข้อมูลพระแท้เข้ากับระบบ Digital Asset และ NFT ร่วมกับพันธมิตร (เช่น เว็บเจ้าพระยา) เพื่อให้พระสมเด็จกลายเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่ซื้อขายได้ทั่วโลก,
บทสรุป
อ.ณัฐพนธ์ เกษสาคร คือผู้ที่กำลังเปลี่ยนวงการพระสมเด็จจากการ “เล่นหาตามความเชื่อ” ให้กลายเป็น “การสะสมด้วยปัญญาและหลักฐาน” โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และมาตรฐาน ISO เป็นเครื่องมือสำคัญ เพื่อให้พระสมเด็จเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ชาวต่างชาติยอมรับและตรวจสอบได้จริง